Story : T.Aviruth (^_^!)
Photo : ภูดิษฐ์ แซ่ซื้อ
My Name is… ช่างเบิร์ด หลักห้า
“ผมเป็นคนที่ลองอย่างมีทฤษฎีและเหตุผล.. ไม่ใช่ว่าใครว่านู่นดี นี่ก็เจ๋ง ก็ซื้อมาใส่ สรุปว่าวิ่งไม่ได้ ทีนี้ไม่รู้เลยจะเริ่มแก้จากตรงไหน”
ผมเห็นมากะตา!! ดาราบางคนถึงต้องสยบ เมื่อเจอ ช่างเบิร์ดหลักห้า ถูกล้อมหน้า ล้อมหลัง ดุจเซเล็บ ลั่นชัตเตอร์กันฉุบฉับ บ้างก็งัด โมบายโฟน มาอัพ “เตตัส” กันซึ่งๆหน้า หลังจากถ่ายรูปคู่ ครั้นไปเยือน ภาคใต้ และ ภาคอีสาน ในรายการ XO Live On Tour หลายคนนิยมชมชอบในผลงาน แต่นั่นมันคือ ผลลัพท์แห่งความสำเร็จ ซึ่งลึก ตื้น หนา บาง ก่อนหน้าที่เค้าจะมีฉายานี้ได้ มันไม่ใช่แค่คิดและลองทำ แต่พื้นฐานทุกอย่างของความแรงทั้งหมด ช่างเบิร์ด บอกว่า มันมาจากตำรา!!!
![]() |
![]() |
อะไรคือ หลักห้า อะไรคือ บ้านแพ้ว ก็ยังงงอยู่? แต่รู้ว่าต้องไปที่นั่น จำได้ว่า ลงทางด่วน พระราม 2 และขับตรงกันยาวๆ เลย เมื่อเจอป้าย “บ้านแพ้ว” ให้ขับตามป้ายไป จะเป็นการไปกลับรถลอดใต้สะพาน เพื่อไปอีกฝากของถนน เข้าซอยมุ่งสู่บ้านแพ้ว เข้าซอยไปค่อนข้างลึก ประมาณว่าเจอ สุขาภิบาล หลักสี่ แล้วก็ต่อด้วย หลักห้า บรรยากาศ 2 ข้างทางเป็นสวน ท้องร่อง ดูสบายตามาก หลังจากที่ระบบเบรกทำให้ล้อรถของทีมงานเราหยุดนิ่ง ผมเหลือบไปมองระยะกิโล ที่เดินทางมา มันขึ้น 100 กิโลเมตร พอดีไม่ขาดไม่เกิน ในใจคิด ไกลมากเหมือนกันนะนี่ | พูดอย่างไม่อายเลย นี่เป็นครั้งแรกของผมที่เดินทางมาที่ อู่ ช่างเบิร์ดหลัก 5 ซึ่งถ้าเรามองจาก 2 ข้างทางที่ผ่านมา ทั้งลึก เปลี่ยว และ ไกล ใครจะมาทำรถที่นี่นะ แต่พอเมื่อเปิดประตูก้าวลงจากรถ กวาดสายตาไปโดยรอบๆ โอ้วแม้จ้าว!! เยอะไปมั๊ยนี่ รถลูกค้าที่มาจอดรอให้ทำ สิบกว่าคัน ที่กองอยู่ตรงหน้าผม ผมดุ่ยๆ เดินเข้าไปด้านใน คล้ายๆ คนแปลกหน้า เพราะสายตาที่จับจ้องมาที่ผม ของลูกค้า หรือ ทีมช่าง ที่อยู่บริเวณนั้น ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงจิตใจเค้าคิดว่า “ไอ้นี่มันใครว่ะ” ผมเดินตรงเข้าไปด้านในเห็นเครื่องยนต์ และ เกียร์กองเพียบ อารมณ์ จะบออกว่าอารมณ์เชียงกงก็ว่าได้ ซึ่งมันทำให้ฉุกคิดเลยถึงขาเข้าที่เรามา มิน่าล่ะ มันไกลมากทนี่เอง เค้าจึงต้องสแปร์ของพวกนี้ไว้ทีละมากๆ เพื่อความสะดวก |
และในที่สุดผมก็เจอ ชายไทย ร่างเล็ก ผิวขาว เชื้อสายจีน ผู้ที่มี สำเนียงการพูดเป็นเอกลักษณ์ น่ารักดี เมื่อหลังจากเจอหน้า ทักทายกัน พอสมควร แต่ยังไม่เห็นวี่แววของ “ตัวขี่” อย่างเจ้าเบส ที่ทีมเราฝาก ช่างเบิร์ด เป็นธุระจัดการนัดให้เราด้วย ซึ่งในแมทช์ จะของคุยกับทั้ง 2 ท่าน แต่เน้นน้ำหนักไปที่คนทำรถมากกว่า ซึ่งเมื่อเห็นว่า ยังไม่พร้อม และก็ตรงกับ เที่ยงพอดี ก็เลยแยกย้าย พาทีมงานไปทานข้าว แล้วนัดหมายกันอีกครั้งในช่วงบ่าย | งานของผมเริ่มตรงที่เห็น ช่างเบิร์ด และ เบส ยืนคุยกันอยู่ จึงเข้าเชิญทั้ง 2 คน มานั่งที่ศาลาริมน้ำ ลมโกรกๆ ช่วยดับร้อนของอุณหภูมิที่ระอุได้บ้าง ช่างเบิร์ดนั่งลงข้างๆ ผมพร้อมกับซักซ้อมเรื่องของหัวข้อที่เราจะคุยกันในวันนี้ ผมพร้อมกดปุ่ม Records ตอนที่ช่างเบิร์ดเอ่ยว่า “ เริ่มแรกเลยนี่ก็เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไปคนนึง แต่งมอเตอร์ไซค์เล่น พอเริ่มนานวันเข้า ทางบ้านก็เริ่มเกิดอาการไม่พอใจในความเป็นวัยรุ่นของเรา ซึ่งถ้ามองกลับในทางมุมคุณพ่อ คุณแม่ เค้าก็คือเป็นห่วงเรา กลัวอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับเรา แต่ในความคิดของวัยรุ่นในตอนนั้น ไม่มีอะไรจะมาเตือนเค้าได้หรอก ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตัวเค้าเอง |
แล้วอีกอย่างนึงคืออุปนิสัยของผมป็นคนที่ชอบความแรงอยู่แล้ว ก็เลยเริ่มหันไปมองในสิ่งที่แรงขึ้นไปอีก นั่นก็คือ “รถกระบะ” อาจจะเป็นเพราะว่าย่านที่ผมอยู่นี้เค้าใช้รถกระบะกันเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้วด้วย เพราะต้องใช้งานได้ ขับเล่นได้ด้วย จึงมีแต่รถกระบะแต่งๆทั้งนั้นเลย – รถครูคันแรกของผมคือ Mitsubishi Strada เครื่องดีเซล รุ่นเก่า พอได้ขับทีแรกก็กะไว้ว่าจะไม่แต่งอะไรเพิ่ม ซึ่งก็เห็นคิดแบบนี้ทั้งนั้น แต่ไม่นานก็คันเริ่มซนกับการ “แต่งปั๊ม” ก่อน แรงขึ้นมาอีกหน่อย แต่ก็ยังไม่พอ หนักข้อเข้าก็ต้องถึงขั้น “เซ็ทโบ” กันไป โดยในยุคนั้นผมก็ไปจ้างช่างเค้าทำให้ก่อน คือตัวผมเองรู้เบื้องต้นว่าต้องทำอะไร แต่ไม่สามารถลงลึกไปได้ก็เลยต้องปล่อยให้ช่างผู้ชำนาญเค้าเป็นคนทำ |
ในช่วงๆแรกที่ผมเริ่มเอารถไปแต่งเครื่องยนต์ ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าเรียนเกี่ยวกับ เทคนิคช่างยนต์ พอดีด้วย คือว่าเราเป็นคนสนใจทางด้านนี้อยู่ในตัวอยู่แล้ว แล้วผมเองก็เกาะสถานการณ์รถแข่งอยู่เสมอ โดยติดตามตลอดว่าเค้าใส่อะไรกันบ้าง ตอนนี้มีของแต่งแบบไหนออกมาใหม่ๆ ดังนั้น ก็เลยนำพื้นฐานที่ศึกษามาเริ่มเล่นกับรถตัวเอง ผมมาจริงจังกับการทำรถในยุคประมาณปี 41-42 เน้นขับสนุก ใช้งานได้ จนกระทั่ง สนามบินราชบุรี ถูกปรับให้เป็นสนามแข่งแดร็กเฉพาะกิจ มันเป็นยุคสี่ล้อสำหรับผมแล้ว แต่ถ้าถามว่าสนามแข่งรถเนี่ย ผมเข้ามาตั้งแต่ MMC แล้ว ตอนนั้นไปในฐานะ “สองล้อ” ไปดูตลอด เพราะชอบมอเตอร์ไซค์มาก พอมาเป็นยุค สนามบินราชบุรี จัดแข่งแดร็ก ผมสนใจไปติดต่อกันทุกสนามเลยนะ ตั้งใจอยากจะทำรถลงไปวิ่งกะเค้าด้วย ที่นี่แหละ!! ทำให้ผมพบกับ “เบส” เป็นครั้งแรก คือแบบว่าเห็นที่แรกก็ตกใจเลยนะ เค้ายังเด็กมาก!! เป็นคนที่ขับที่ที่สุดในตอนนั้น คันอื่นๆที่ทำมาเต็มๆ เจอเจ้าเบส ขับกินเค้าหมด |
จากจุดนั้นทำให้เราเริ่มจริงจังกับการทำรถเองลงสนาม โดยส่วนมากจะทำเองทั้งหมด มีแค่บางอย่างที่ทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องไปจ้างเค้าทำ จนผมเรียนจบ “ปวส” ทีนี้ก็เป็นก้าวมาแบบเต็มตัว ลองผิดลองถูกตลอด โดยอ้างอิงจาก ทฤษฎีตลอดนะ ซึ่งมาย้อนกลับไปตอนที่เรียนทฤษฎี สมัยก่อน อคติเลยนะ เรียนมาก็เอามาใช้ในทางปฏิบัติไม่ได้หรอก แต่ว่าตอนนั้นเรามีหน้าที่เรียน ก็เลยต้องเรียนๆ ไป คิดอยู่แค่ว่า เรียนแต่งเครื่องไม่มีสอนหรอก ต้องออกมาหาทำเอง แต่พอได้เจอกับตัวเอง มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดตั้งแต่เรียน “ทุกอย่างหนีทฤษฎีไม่ออกเลย” เพราะเจ้าทฤษฎีเนี่ยจะเป็ตัวกำหนดพื้นฐานมาให้ ขึ้นอยู่กับเราแล้ว่าจะ ปรับแต่งเพิ่มยอดไปได้อีกขนาดไหน | ความชัดเจนของเราเองเริ่มส่อแวว ตอนที่ทำรถไปวิ่งสนามเนี่ยแหละ เราโนเนมไม่มีใครรู้จัก แล้วเอารถไปวิ่งแถมยังทำเวลาได้ดีอีกด้วย ก็เริ่มมีคนให้ความสนใจ ในช่วงแรกๆ ก้ทำรถเพื่อนกันเองนี่แหละ หลังจากนั้นก็แพร่กระจายจากเพื่อนสู่เพื่อน หรือแบบปากต่อปากมั่ง จนมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่เป็นอู่ชัดเจนมากเท่าไหร่ เพราะยังทำสวนฯ กับที่บ้านอยู่ด้วย ในใจที่คิดตอนแรกในช่วงที่ทำรถอยู่ตอนนั้น คิดแต่ว่า ทำไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ เอาสนุกมากกว่า ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะเดินมาได้ถึงขนาดนี้ ตัวผมเองมาองว่ามันเกินกว่าที่คาดคิดไว้มากจริงๆ |
และปะเด็นร้อนที่ทำให้ชื่อ “ช่างเบิร์ดหลัก 5” เกิดขึ้นมาติดปากอยู่ทุกวันนี้เกิดขึ้นจาก ผมเกิดมาจากเล่น เครื่องคอมมอนเรล สมัยนั้น กล่อง Peak Power ดัง มนตรีดีเซล แรงมาก แต่ผมใช้กล่อง ECU Shop จำได้แม่นเลยไปวิ่งสนามวันนั้นรถ 10 กว่าคัน ใส่กล่อง Peak Power หมดเลย มีเรานี่แหละที่เป็นกล่อง ECU Shop คันเดียวและวันนั้นก็ทำให้คนรู้จักเลยนะ มาในแบบม้ามืด กินเกลี้ยงรอบวง ก็ค่อนข้างฮือฮาเลยนะ และมันทำให้ผมรู้ว่า เรามาถูกทางแล้ว นี่ขนาดรถยังไม่ทำอะไรเลย พอเรารู้แล้วว่า ถ้าจะทำให้รถวิ่งดีขึ้นอีกต้องทำอะไรต่อไป รถผมวิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ จนมีผู้คนเริ่มมีความสนใจ และมั่นใจมาให้ผมทำรถ | แต่คนรุ่นเก่าๆ ก็แสดงวิสัยทัศน์ มองอย่างงั้น อย่างงี้ บอกเครื่อง คอมมอนเรล โมฯไม่ได้ ทำแล้วเครื่องพังนะ มันทำให้อู่อื่นๆ หรือใครหน้าใหม่ๆ ที่เข้ามาเล่นกลัวว่าทำแล้วรถจะพังกันหมด โดยไม่มีใครกล้าเล่น แต่ผมก็ไม่สน เพราะผมรู้พื้นฐานเครื่องอยู่แล้วว่ามันไม่พังหรอก เราก็เลยตั้งหน้าตาลุย ลองเล่นเป็นคนแรก พอนึกถึงตอนเรียน ระบบไฟฟ้า อะไรพวกนี้ไม่เคยคิดเลยนะ เพราะเห็นพวกรถเบนซิน ใช้กล่องเดิม ฝังหัวฉีดเสริม ใช้ Pressure Switch ฉีด เทอร์โบก็ไม่บูสต์หนักอะไรกันมากมาย ยังแรงเลย เราก็เลยไม่สนใจพวกระบบไฟฟ้าตั้งแต่ตอนเรียน เพราะคิดว่าไม่จำเป็นไง |
หลังจากเรื่องกลไกแมคคานิคเราจับทิศทางแล้ว เรื่องของบอดี้ก็เป็นส่วนสำตัญ ถ้าเปรียบก็เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์นั่นแหละ “วิชาตัวเบา” คือถ้าน้ำหนักเบาลง เวลาก็น่าจะดีขึ้น แต่มันก็ไม่ใช่เสมอไป เพราะถ้าเบามากจนจับแรงม้าที่ลงพื้นได้ไม่หมด รถก็วิ่งไม่ดี ผมก็ได้ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ เลย มีปรึกษาคนนู้น คนนี้บ้าง บางคนเค้าก็ดีอธิบายยาวเลย แต่บางคนก็เห็นเราเป็นเด็ก ก็ไม่ค่อยอยากจะคุยด้วย เราเป็นคนชอบลองไปเรื่อย อย่างเช่นเครื่อง คอมมอนเรล สมัยก่อน เค้าบอกว่าใส่เทอร์โบ TH08 ไม่ได้ เครื่องมันรอบน้อย วิ่งไม่ออกหรอก ต้องใส่ เทอร์โบเล็กๆ ผมก็เลยเอาเทอร์โบ TH08 ใส่ไปคนแรกเลย พอผมวิ่งได้เท่านั้นแหละ ใส่กันบานเลย คือมันเป็นเหมือนความเชื่อ!! ดูจากคนที่ทำคนแรก ถ้ำไม่สำเร็จ ก็แสดงว่าใส่แบบนี้ไม่ได้ แต่ไม่เคยคิดกลับกันว่า พื้นฐานของเครื่องยนต์ที่นำมาใช้อยู่ในระดับ 100 % เต็ม พร้อมที่จะอัพเกรดแล้วหรือยัง? | การที่ไม่เราเปลี่ยน ไม่ใช้อะไรตามที่บอกกันมา ใช่ว่าเราจะอวดตน หรือต้องการให้ไม่เหมือนใครนะ ผมบอกตั้งต้นแล้ว ว่าผมชอบลองทำ สมมุติว่า เห็นเค้าใช้เทอร์โบเบอร์ เบอร์ 1 ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ลองใช้นะ ลองเหมือนกัน และก็คิดวิเคราะห์ตาม ถ้าใช้เทอร์โบ เบอร์ 2 จะวิ่งกว่ามั๊ย ซึ่งเราก็ลอง มันอาจะดีกว่า หรือแย่กว่าได้ทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือเราได้รู้และลอง คือถ้าการทอลองลองผ่าน เบอร์ 2 แรงกว่าเบอร์ 1 ช่วงล่าง เกียร์ เฟืองท้ายได้ รถเราวิ่งได้ แรงกว่าเค้าแน่นอน แต่ในยุคแรกๆที่ผมทำ พวกเฟืองท้าย เกียร์ มันไม่มีของซิ่งเหมือนยุคนี้ ที่จะกำหนดทุกอย่างได้เองแล้วส่งทำ คือในยุคนั้นต้องมานั่งไล่เกียร์ เทียบเอาเอง บางอย่างใส่แล้วดีขึ้น บางใหญ่ใส่แล้วแย่ลงมีถมไป |
ผมมี Idol อยู่คนนึง คือ “น้าค่อม มนตรีดีเซล” ตอนในช่วงที่ผมเล่นอยู่วิ่งอยู่ประมาณ 13.5 วินาที ผมเห็น “น้าค่อม” เนี่ยแหละ เอากระบะเชฟฯ ทำกล่อง Peak Power มาวิ่งอยู่ 16.5 วินาที ในครั้งแรกเลย ผมว่าแรงนะ เพราะรถเดิมวิ่งกันอยู่ 20 วินาที ตัวเราเองเล่น “ปั๊มสาย” อยู่วิ่ง 13 กลาง เห็นคอมมอนเรลวิ่ง 16 กลางก็คิดว่าอีกนานกว่าจะลงมาหายใจรดต้นคอกัน อย่างน้อยๆก็น่าจะมีเป็นปี ถัดจากที่ผมเห็นวันนั้นมาอีกแค่เดือนเดียว “น้าค่อม” แกกด 13.0 วินาทีให้เห็นเลย ผมเองก็ตกใจนะทำไมมันเร็วแบบนี้ ลง 3 วิในเดือนเดียว ในช่วงนั้นก็มีคนทำ Mitsubishi Triton เหมือนกัน ผมเองก็ซื้อ Triton มาทำ ทำแล้วมันยังไม่ใช่ในทิศทางเราต้องการ ซึ่ง Isuzu เป็นรถที่ทำในสเต็ปที่เท่ากันกับค่ายอื่นแล้วไปง่ายสุด | เวลาต่างกัน 2 วิเห็นๆ อาจเนื่องด้วยจากพื้นฐานของเครื่องยนต์ด้วยมั้ง ที่มีความข้างสมบูรณ์แบบ หลังจากนั้นก็เลยเลือก Isuzu กับ Chevrolet เพราะเครื่องยนต์ตัวเดียวกัน ระบบไฟฟ้าเหมือนกันในรุ่นแรกๆ ทีนี้ก็ง่ายเลย เห็นเค้าใส่อะไรกันแล้วแรงก็จับมาลอง ในยุคของศึกคอมมอนเรล มีรถแข่งครบทุกแบรนด์นั่นแหละ แต่ใช่ว่าผมจะนิ่งเฉยนะ แต่ป่าวเลย ผมกลับมาดูทฤษฎีของรถคอมมอนเรล แต่ละรุ่นว่าทำไมรุ่นนี้ทำแรง และอีกรุ่นที่ไม่แรง เป็นเพราะอะไร เอาง่ายๆเครื่องสแตนดาร์ดโรงงาน รูพอร์ท ไอดี-ไอสีย ยังมีขนาดใหญ่กว่าเครื่อง คอมมอนเรล ทุกแบรนด์เลย |
ณ ปัจจุบัน ผมไม่คิดว่าจะมาไกลเกินกว่าที่ตั้งไว้ ในช่วงระยะเวลาอันสั้นมาก ต่อไปในอนคตก็อยากให้มันดีกว่านี้ อย่างเช่นเมื่อตอนต้นปี 2012 ผมเองเพิ่งจะวิ่งได้แค่ 9 ปลายๆ กะว่างอย่างมากปลายปีที่มาลง Souped Up 2012 กะไว้ที่ 9 ต้นๆ ไม่คาดคิดว่า มันจะโดดลงมา 8 ปลาย ก็ต้องยอมรับว่ามันเร็วมาก อย่างตัว “All New” ที่เป็นเฟรม ผมรับงานลูกค้าทาโดยทำให้วิ่งในพิกัด 8 วินาที ได้ 8 ปลายๆ ก็ถือว่าส่งงานได้แล้ว แต่ที่ไหนได้ หวดลงไป 8 วิต้นๆ คือไม่คิดว่าจะวิ่งได้ขนาดนี้ พวกอัตรทดเกียร์ เฟืองท้ายสำคัญมาก ตอนคำนวนคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าคำนวนเกิดผิดผลาดอย่างน้อยๆก็วิ่งได้เท่ากับ Chevrolet แต่ด้วยความที่ บอดี้รถมันดีกว่า ยังไงยังไงก็ต้องออกมาดีกว่า | ส่วน “ตัวขี่” พรสวรรค์ที่ขาดไม่ได้เลย คือ “เบส” ก็อยากบอกว่า เจอกันตั้งแต่ตัว “กะเปี๊ยกเดียว” หัวโผล่พ้นคอนโซลมาหน่อยเดียว ก็ขับรถแข่งแล้ว แถมยังมีพรสวรรค์อีก จังหวะได้ ชิงไฟดี ขับดีมาก ขับคันไหนเวลาก็ลงหมด ก็ต้องให้เครดิจกับทางคุณพ่อเบสด้วย ที่สนับนุนตั้งแต่เด็ก แล้วตัวเจ้าเบสเองก็มีพรสววรค์ด้วย ยิ่งทำให้ออกมาสมบูรณ์แบบสุดๆ ตอนที่เจอกัน ยังแข่งกันคนละรุ่นก็ไม่ได้สนใจมากมาย แต่พอได้มาแข่งในรุ่นเดียวกัน ก็เห็นขับแจ๋วเลย จนในวันนึง ลูกค้าของผมเคยทำรถกับพ่อของเบส ก็รู้จักกัน เค้าบอกว่าวันนี้ให้เบสขับมั๊ย พอดีรถที่เบสขับไม่ได้แข่ง เบสก็เลยว่างอยู่พอดี ก็เลยให้เบสมาลองขับดู รถคันนี้ผมขับยังไงดีสุดก็แค่ 11.6 วินาที แต่พอเบสมาขับ รันแรก ไม่มีซ้อมวิ่ง 11.4 วิ ทันที หลังจากนั้นก็เริ่มสานสัมผันธ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน” | นี่คือความในที่ช่างเบิร์ดหลัก 5 หรือ น้อยคนนักที่จะรู้จักชื่อจริงของเค้าว่า “ศุภโชค ลี้เลิศพันธ์ชัย” หนุ่มผู้มีความรู้ อยากลอง แต่ใช่สักแต่ว่าลอง ต้องหาเหตุและผลให้ไดว่าทดสอบแล้ว ลองแล้วมันจะเป็นไปในทิศทางที่ตัวเองได้กำหนดไว้หรือเปล่า คงต้องลองติดตามดูกันต่อไปครับว่า ทิศทางของเค้าจะเป็นเช่นไร และสิ่งที่เค้าตั้งใจและยังไม่อยากพูดบอกใครออกไปคือ “ตั้งใจไว้ว่าอยากเห็น เลข 7 วินาที เครื่องยนต์ดีเซล ในงาน Souped Up Thailand Records 2013” อันนี้ผมไม่ได้พูดบอกใครนะ แค่สะกดคำให้คุณได้ลองอ่านเฉย ๆครับ… |
“Commonrail 4 สูบ เร็วที่สุดในโลก”
ธนพล ชูเจริญผล (เบส)
ผมโตมากับอู่ของที่บ้าน คุณพ่อทำรถแข่งกระบะดีเซล โดยเริ่มเข้าวงการแข่งขันตั้งแต่ อายุ 12 ปี คุณพ่อเป็นคนสนับสนุนมาโดยตลอด เริ่มจากการแข่งขันนรูปแบบเซอร์กิตมาก่อน และถึงจะมาแข่งแดร็กควบคู่ไปด้วย ขับอยู่แบบนี้มาโดยตลอด จนมาในวันนึงลูกค้าช่างเบิร์ดมาชวนให้ขับรถให้ แล้วในวันนั้นผมก็ทำเวลาได้ดีกว่าใครเค้า ก็เลยขับกันอยู่เรื่อยๆ จนในวันนึงพี่อ้า ECU Shop ให้การสนับสนุนผมโดยนำผมเข้าไปร่วมเป็นนักขับของ ECU Shop โดนเลือกให้ผมเป็นคนขับรถที่แรงที่สุด ณ ปัจจุบัน..