World Time Attack “The Hurricane” Project : ก้าวสำคัญของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย โดย โอ๊ต Overdrive

เรื่อง เกตวิชาญ ก้อนทอง : McXO (XO Autosport)

หลังจากที่ XO Autosport ได้ติดตามข่าวของ “The Hurricane” ชื่อที่มีเพียงหนึ่งเดียวในวงการ แม้ปีนี้จะเป็นอีกครั้งที่ Mazda RX-7 ลายพายุสีฟ้าคันนี้จะเข้าร่วมการแข่งขันสุดยอดรถยนต์ทางเรียบที่เร็วที่สุดของโลก นั่นคือรายการ WTAC ( World Time Attack Championship ) แต่ทว่าในปี 2014 นี้ พี่โอ๊ต Overdrive เข้ามาช่วยควบคุมการปรับแต่งและวางแผนการแข่งขันทั้งหมด ร่วมกับสำนักทำรถแข่ง Rotary ระดับโลก อย่าง RE-AMEMIYA เข้าร่วมสู้ศึกในนามทีมแข่งจากประเทศไทย ภายใต้ชื่อทีมว่า “Overdrive M-Storm RE-Amemiya”

ดังที่เราทราบผลการแข่งขันกันเป็นอย่างดีแล้วว่า The Hurricane จบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 5 ของรุ่น “Pro Class” และเป็นอันดับที่ 6 ของผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด ทางทีมงาน XO Autosport จึงได้ขออนุญาตนัดพี่โอ๊ตเพื่อที่จะพูดคุยถึงรายละเอียดในการแข่งขัน ครั้งนี้

พี่โอ๊ตท้าวความให้ฟังถึงจังหวะที่เปลี่ยนใจนำเจ้า Hurricane กลับมาแข่ง Time Attack เหมือนเดิม ว่าไหนๆก็จะแข่งแล้ว ก็ต้องเอาจริงกันหน่อย จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลทุกๆส่วนของตัวรถ เพื่อที่จะหาคำตอบว่า “สู้เขาไม่ได้ ตรงไหน?”

ลังจากที่ปรึกษากับลุงอมิมียะ (เจ้าสำนัก RE-Amemiya) จึงได้ข้อสรุปว่า รถมีน้ำหนักมากไป

ต้องขอบอกก่อนว่า เนื่องจากรถแข่งคันนี้เป็น RX-7 ถ้าเทียบรุ่นกับรถแข่งคันอื่นๆ ถือว่าเป็นรองในเรื่องข้อจำกัดของการปรับแต่ง ด้วยบอดี้ที่มาจากยุคของเทคโนโลยีเก่ากว่า เหมือนมวยที่ชกข้ามรุ่นไปซักหน่อย โปรเจคการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของรถคันนี้จึงเริ่มต้นขึ้น ภายใต้คอปเซปท์ของสำนัก RE-Amemiya ว่า “ต้องใช้งานได้จริง!” (เดี๋ยวจะอธิบายวลีนี้เพิ่มเติมในเนื้อเรื่อง)

สิ่งแรกที่ “รื้อ” ใหม่หมดคือ “บอดี้” โดยเปลี่ยน ฝากระโปรงหน้า – หลังคา – กระโปรงหลัง และ สปอยเลอร์ เป็น “Dry Carbon” ทั้งหมด ในส่วน Aero Part  พี่โอ๊ต ทดลองการติดตั้งหลายๆแบบ เอาเป็นว่า อันไหนขัดใจลุงอมิมียะ ก็ขอทดลองดูก่อน เพื่อให้รู้กันไปว่า Down Force และ Control ดีขึ้นแล้วจริงๆ

ตลอดการปรับแต่งเจ้า Hurricane ลุงอมิมียะ มอบหมายให้ “นาเบะซัง” ผู้ที่สร้างรถคันนี้ขึ้นมาและดูแลเซอร์วิสมาโดยตลอด เป็นผู้ควบคุมโปรเจคนี้ และให้ “เอ็นโด้ซัง” มือจูนอันดับต้นๆของญี่ปุ่นเป็น “Tuner” ประจำรถ และอย่างที่เราทราบกันว่า ผู้ขับขี่ก็คือ “แม๊กซ์ โอริโดะ”

ทำไมต้อง โอริโดะ?

จริงๆแล้วรถคันนี้ผ่านมือนักแข่งมาแล้ว 2 คน ได้แก่ คานิกูจิ และโอริโดะ เท่าที่เคยรายงานไปแล้วถึงอุปนิสัยในการขับที่บ้าบิ่น และความสม่ำเสมอในเรื่องการทำเวลาต่อรอบ แต่สาเหตุที่แท้จริง มีมากกว่านั้น…..


จากซ้ายไปขวา : เอ็นโด้ซัง – นาเบะซัง – ลุงอมิมียะ – พี่โอ๊ต – โอริโดะซัง

ข้อแรกที่ต้องเป็นโอริโดะก็คือ นาเบะซังและโอริโดะมีความเข้าขากันในเรื่อง “ความเป็นไปในขณะนั้นของรถแข่ง” พี่โอ้ตเล่าว่า นาเบะซังถึงกับชื่นชมทักษะในการบอกอาการของตัวรถ ทั้งที่ขับเพียง 2-3 รอบแรกในตอนซ้อม ส่วนนี้ถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่ไม่ได้มีกับนักแข่งทุกคน พี่โอ๊ตบอกว่า ทุกครั้งที่เข้าพิทในตอนซ้อม นาเบะ และ โอริโดะต่างทำงานของตัวเอง แต่รอบไหนที่โอริโดะเอามือมาตีหลังคาเบาๆตอนเข้าพิท ตอนนั้นแหละ ถึงเวลาที่นาเบะและโอริโดะจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว

ทักษะนี้ของโอริโดะก็มีประโยชน์ต่อเอ็นโด้ซัง เช่นกัน เพราะในส่วนการประมวลผลที่ใช้กล่องควบคุมและระบบเซนเซอร์ของ Motec โอริโดะสามารถอธิบายเพิ่มเติมในแต่ละจุดได้อย่างสอดคล้องกัน ทำให้หาข้อบกพร่องในของการปรับจูนแต่ละจุดได้ง่ายขึ้น

อีกอย่างที่ทีมงาน “Overdrive Hurricane Project” ชื่นชอบในความเป็นมืออาชีพของโอริโดะ ก็คือ โอริโดะลงทุนซื้อโปรแกรม Simulator เสมือนจริงของ Hurricane สเปค 2013 ในสนาม Sydney Speedway มาซ้อมทำเวลาเองที่บ้าน จนเวลาที่ได้เร็วกว่าคนขับเดิมปีที่แล้ว “1 วินาที” ซึ่งเจ้าโปรแกรมนี้ขอบอกว่า “แพงมาก”

หลังจากเซตทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านพร้อมแล้ว เจ้า Hurricane ก็ได้เวลาเดินทางจากญี่ปุ่นมาออสเตรเลียด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากยาง Yokohama ทันทีที่ถึงสนาม Sydney Speedway ในเวลา 5 ทุ่มของเวลาท้องถิ่น ทางทีมงานวางแผนไว้ว่าอยากมาก่อนซัก 2-3 วันเพื่อทำการซ้อม จะได้ไม่ทับเวลากับรถคันอื่นๆที่จะเดินทางมาแข่งขันรายการนี้ร่วมกัน แต่ก็ต้องตกใจว่าเวลาขนาดนี้ทำไม่มีรถแข่งมาสนามอีกหลายคัน มาทราบทีหลังว่า ที่สนาม Sydney Speedway นี้ ถูกจองเต็ม “ทั้งปี” ด้วยรายการที่อยู่ในช่วง Weekday นี้เป็นรายการแข่ง Gymkhana ท้องถิ่น ทั้งๆที่บรรยากาศสนามไม่ต่างจากพีระเซอร์กิตเท่าไร ที่ต่างกันก็ในส่วน Pit ที่เป็นเหมือนพิท 2 แถวหันหลังชนกัน ทำให้รถที่ใช้พื้นที่เซอร์วิสนอกจากจะมีด้านซ้ายและขวาแล้ว ยังมีด้านหลังด้วย สิ่งนี้ถือว่าเป็นวัฒนธรรมทางมอเตอร์สปอร์ตที่น่าชื่นชมเลยทีเดียว

แม้สัปดาห์นั้นจะตรงกับการแข่งขัน D1 ที่ประเทศญี่ปุ่น และทีม RE-Amimeya ก็มีลุ้นกับรายการนี้ แต่ลุงอมิมียะก็ยกทีมใหญ่มาร่วมการแข่งขัน WTAC 2014 แบบ “Full Team” ด้วยหวังกับการแข่งขันนี้ไว้มากเช่นกัน

ในวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม การแข่งขันถูกแบ่งออกเป็นรุ่น ซึ่งในรุ่นที่ Overdrive M-Storm RE-Amemiya ลงแข่งขันก็คือรุ่น Pro Class รุ่นใหญ่สุดของการแข่งขัน นอกจากรถแข่งจะเป็นรุ่นที่เปิดการปรับแต่งแบบ Maximum แล้ว กติกาก็กำหนดเอาไว้ว่า นักแข่งต้องเป็นระดับ Pro ด้วย และนี่คืออีกเหตุผล ว่าทำไมต้องเลือกนักขับกันขนาดนี้ การเซตของรถที่ลงทำการจับเวลาในวันนี้ ทีมแข่งส่วนใหญ่จะทำการวอร์มและสร้างความคุ้นเคยกับสนามก่อน พูดง่ายๆว่า “อม” ไว้นั่นเอง เพราะถ้าทีมแข่งอื่นๆ รู้ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง จะต้องหาทางเพิ่มขีดจำกัดให้เหนือกว่าคู่แข่งไปอีกแน่นอน

จนวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม เริ่มจัดอันดับให้เหลือ 5 คันแรกของรุ่นเพื่อไปวิ่งทำเวลารอบ Super Lap ในวันอาทิตย์ วันนี้ต่างคนต่างเริ่มปล่อยของออกมาเรื่อยๆ โดยจะวิ่งอัดเต็มที่ให้ถึงขีดสุดของรถและเก็บรถเลย ถ้าฝืนวิ่งต่อรถอาจจะ “พัง” ทำให้เสียโอกาส แต่คอนเซปท์ของ RE-Amimeya คือ “ต้องวิ่งได้จริง” Hurricane ของเราภายใต้การควบคุมของโอริโดะจึงวิ่งขยับความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านการจัดอันดับไปแข่งขันในวันอาทิตย์ นี่ถือว่าเป็นจุดเด่นของรถแข่งตามคอนเซปท์สำนัก ที่สามารถวิ่งในขีดจำกัดสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง สังเกตรถคันอื่นๆ จะวิ่งทำเวลาเพียงไม่กี่รอบต่อวันแล้วเก็บรถ เนื่องจากรถวิ่งเกินขีดจำกัดแล้วนั่นเอง หลังจากจบการแข่งขัน โอริโดะปรึกษากับทีมงานว่าการจะวิ่งให้ทะลุ 1 นาที 27 วินาที ถือว่าต้องเสี่ยงเอาแล้ว ที่ประชุมจึงสรุปว่า มาแล้วถ้าป๊อดจะมาทำไม ดังที่คนญี่ปุ่นจะมีคำพูดติดปากว่า “ถ้ามาแล้วไม่เต็มที่ กลับบ้านก็เสียใจตาย”

วันอาทิตย์ในรอบ Super Lap โอริโดะ ทำเวลาได้ดีขึ้นอีกเล็กน้อยแต่ก็เสียโอกาสในรอบสุดท้ายเมื่อรถคันที่ปล่อยออกไปในลำดับก่อนหน้าเกิดความเสียหาย จึงต้องยกเท้าออก ทำให้ได้เวลาที่ดีสุดของทัวนาเม้นท์ที่ 1:27.341 นาที

หลังจากที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจของทุกคนในทีมมาทั้งหมด เพื่อตัวเลข 1:27.341 นาที ถือว่าคุ้มหรือไม่?

พี่โอ๊ตบอกว่า คุ้ม!
1 เพราะที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ Scoop ที่แล้ว ผมตั้งเป้าไว้ไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม แต่นี่เราเร็วขึ้น 3 วินาที ถ้าเทียบกับทีมอื่นๆแล้ว เราเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้เราจะจบที่อันดับที่ 5 แต่เราได้พัฒนามาจากจุดเดิมแล้ว แถมยังได้รู้ข้อดีข้อเสียในการทำรถครั้งนี้หลังจากผ่านการแข่งขันจริงอีก เราค้นพบแล้วว่า การเพิ่ม Down Force คราวนี้ทำให้ เกิด Drag Force (แรงต้าน)ขึ้นมาด้วย ปีหน้าถ้าแก้ไขได้ รถเราก็ต้องเร็วขึ้นอีกอย่างแน่นอน

2 นี่เป็นการแข่งขันอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากที่เคยๆมา มันเป็นความสนิทสนม หลายๆทีมก็ช่วยเหลือกันทั้งในเรื่องอุปกรณ์ ของแต่ง บางทีมมีปัญหาเรื่องกล่อง ECU ถึงขนาดไม่สามารถแข่งขันต่อได้ แต่ก็ยังอยู่ในการแข่งขัน เผื่อจะช่วยเหลือทีมอื่นได้ การแข่งขันแบบนี้ ถ้าแพ้ก็ไม่เสียใจเลย เพราะแม้ว่าแข่งเต็มที่แล้วแพ้ ก็แพ้เพื่อนกันอยู่ดี ถือว่าการแข่งครั้งนี้ ทำให้พวกเรามาไกลขึ้นอีกขั้น…

3 การแข่งขันนี้สร้างความหวังใหม่อีกอย่างให้กับคนไทย เพราะที่แข่งก็เพื่ออยากให้มีทีมไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอีกรายการหนึ่ง แม้ปีนี้จะยังไม่มีคนเชียร์มากเท่าไร แต่ปีหน้าเราแข่งอีกแน่นอน ถึงตอนนั้น ขอให้คนไทยร่วมเชียร์พวกเราอีกครั้ง

พี่โอ๊ตเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า มีโอกาสได้คุยกับคุณเอียน เบคเกอร์ ซีอีโอของ WTAC คุณเอียนบอกว่า ดีใจอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นความตั้งใจใหม่ๆ เข้ามาสู่วงการ Time Attack หลังจากนี้ The Hurricane ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมแล้ว เชื่อว่าปีต่อๆไปต้องพัฒนาขึ้นไปอีก และครั้งนี้จะเป็นกรณีศึกษาให้กับหลายๆทีม อีกทั้งยังเป็นแรงบรรดาลใจใหม่ของคลื่นลูกต่อๆไปอีกด้วย

แผนสำหรับปีหน้า พี่โอ๊ตเตรียมเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่มาช่วยออกแบบการปรับแต่งเจ้าเฮอริเคนแล้ว โดยจะนำรถเข้าสู่ขั้นตอนที่ชื่อว่า CFD (Computational fluid dynamics) ถ้าส่วนนี้จบแล้ว ขั้นตอนอื่นๆก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะเร็วกว่าเดิมอีกมากขึ้นแค่ไหน XO จะติดตามข่าวคราวต่อไปและนำมารายงานให้แฟนๆทราบเป็นระยะครับ

ขอขอบคุณ Special Thanks : รูป Photo Re-Amimeya & Story พี่โอ๊ต Oat Overdrive

 

 

 

Xtra Ordinary : จริงๆแล้วลุงอมิมียะมาสอบถามพี่โอ๊ตว่า “ปีนี้ Hurricane อยู่ภายใต้การดำเนินงานของทีมแข่งจากประเทศไทยแล้ว โอ๊ตจะเปลี่ยนเป็นลาย Overdrive มั๊ย” พี่โอ๊ตบอกว่า Hurricane ก็คือ Hurricane ติด Sticker ตามลายเดิมนั่นแหละครับ เดี๋ยวผมหาวิธีให้เป็นไปได้เอง……..